[x] ปิดหน้าต่างนี้
สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต ๑๒




เมนูหลัก
บริการประชาชน
คู่มือสำหรับประชาชน

หน่วยงานภายในกรมฯ

ค้นหาภายในเว็บไซต์
ค้นหา
  
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

แบบสำรวจออนไลน์

   ความพึงพอใจการใช้บริการเว็บไซต์


  1. มากที่สุด
  2. มาก
  3. น้อย
  4. น้อยที่สุด



  

  หมวดหมู่ : อื่น ๆ
เรื่อง : ปลูกหม่อน...ผลสด...แปรรูป กินได้ตลอดปี
โดย : admin
เข้าชม : 885
อังคาร ที่ 4 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2560 ปักหมุดและแบ่งปัน
    

       ปลูกหม่อน...ผลสด...แปรรูป กินได้ตลอดปี  
นายประสิทธิ เพ็ชรสุข หัวหน้างานหม่อนไหม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ
 
         หม่อน เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ Moraceae   สกุล Morus มีหลายชนิด (species) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบ     เขตหนาว (temperate zome) และเขตอบอุ่น (sup-tropical zome) โดยเฉพาะในแถบประเทศจีนและญี่ปุ่น และขึ้นได้ดีในเขตร้อน (tropical zome) เช่น ประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งจัดเป็นไม้ผลในกลุ่ม deciduous fruit plant หรือประเภท hard wood ใบจะร่วงในฤดูใบไม้ร่วง และมีการพักตัวในฤดูหนาว ตาดอกเป็นชนิดตารวม (mix bud) คือมีทั้งตาใบและดอก     อยู่รวมกันมีผลแบบผลรวมซึ่งเป็นผลที่เกิดจาก ตาข้างของปีนั้น (catkin) หมายความว่า จะมีช่อดอกเกิดที่ตาเหนือใบของตาข้างของกิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ ส่วนลักษณะของดอกเป็นทั้งแบบดอกที่มีเกสรตัวผู้และตัวเมียแยกกันคนละต้น (dioecious)  หรือบางพันธุ์อาจเป็นดอกที่มีเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน (monoecious)  โดยมีดอกหลายๆ ดอกอยู่ในช่อเดียวกัน ในบางครั้งต้นหม่อนที่เป็นพันธุ์เดียวกันสามารถเปลี่ยนเพศจากเพศหนึ่งไปเป็นอีกเพศได้  ส่วนการผสมเกสรในธรรมชาติอาศัยลมช่วยในการผสมเกสร
    หม่อนที่แนะนำให้เกษตรกรปลูกเพื่อเก็บผลมีหลาย       สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละพันธุ์ล้วนให้ผลผลิตทั้งผลและใบที่เป็นประโยชน์สามารถสร้างรายได้แก่ผู้ปลูก ได้แก่ หม่อนผลสดพันธุ์เชียงใหม่ ซึ่งปลูกในภาคเหนือนานหลายสิบปี  ขณะนี้ได้มีการปลูกกระจายทั่วไปทางภาคเหนือตอนบนและในหมู่บ้านชาวไทยภูเขาสูงของภาคเหนือ  ต้นหม่อนที่มีอายุประมาณ 2 ปี หลังการปลูกจะให้   ผลผลิตผลหม่อนประมาณ 1,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี และเมื่อต้นหม่อนมีอายุมากขึ้นจะให้ผลผลิตผลหม่อนสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 1,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี  นอกจากนั้นจะให้ผลผลิตใบหม่อนเป็นผลพลอยได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี  หม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 เป็นพันธุ์หม่อนที่ปรับปรุงโดยใช้พันธุ์หม่อนน้อย ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองของไทยผสมกับหม่อนพันธุ์จีนเบอร์ 44 นำเข้ามาจากต่างประเทศ ให้ผลผลิตใบหม่อนประมาณ 4,300 กิโลกรัม/ไร่/ปี และจะให้ผลผลิตหม่อนเป็นผลพลอยได้ประมาณ 500 กิโลกรัม/ไร่/ปี  หม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ 33 เป็นหม่อนลูกผสมเปิดของพันธุ์ Jing Mulberry จากประเทศจีน  มีลักษณะต้นทานต่อโรคใบด่างได้ดีกว่า      หม่อนพันธุ์อื่นๆ มีผลค่อนข้างใหญ่ สามารถนำผลมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ดี และให้ผลผลิตใบหม่อนประมาณปีละ 1,500 กิโลกรัม/ไร่/ปี  หม่อนป่า เป็นพันธุ์หม่อนที่ยังไม่มีการศึกษาในด้านจำแนกพันธุ์ ขึ้นอยู่กระจายทั่วไปทั้งทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เจริญเติบโตได้ดีในที่มีความชื้นสูงโดยเฉพาะตามริมลำห้วยและแม่น้ำ เป็นไม้ป่าที่ยืนต้นบางต้นอาจมีความสูงถึง 20 เมตร และมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นมากกว่า 1 เมตร มีอายุมากกว่า 100 ปี มีการสลัดใบทิ้งและพักตัวในฤดูหนาว  จากนั้นจะผลิตใบและดอกจะเริ่มบานประมาณต้นเดือนมกราคม พบได้ทั้งต้นที่เป็นเพศผู้และเพศเมีย ผลจะสุกในเดือนมีนาคมถึงเมษายน ลักษณะช่อดอกทั้งเพศผู้และเพศเมียมีขนาดยาวประมาณ 6 นิ้ว ผลอ่อนมีสีเขียวและเมื่อสุกเต็มที่สีผลจะเปลี่ยนเป็นสีขาวครีม กลิ่นหอมและมีรสหวาน
   หม่อนเป็นพืชที่สามารถปลูกขึ้นได้ดีในดินต่างๆ เกือบทุกชนิด ปลูกได้ทั้งพื้นที่ราบและพื้นที่ลาดชัน ในขณะที่กำลังติดดอกผลและเก็บเกี่ยวผลเป็นช่วงที่หม่อนต้องการน้ำมาก  วิธีการขยายพันธุ์หม่อนผลสด       1) ใช้วิธีการปักชำลงในแปลงชำ ใช้กิ่งพันธุ์หม่อนที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน ตัดเป็นท่อนยาว ประมาณ 15-20 เซนติเมตร นำส่วนโคนของท่อนพันธุ์ไปจุ่มในน้ำยาป้องกันเชื้อราทิ้งไว้ 10 นาที ส่วนด้านปลายของท่อนพันธุ์นำไปจุ่มในสีน้ำมันเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ ซึ่งจะทำให้ท่อนพันธุ์แห้งตายก่อนที่แตกยอดและออกราก  2) วิธีการ  ปักชำท่อนพันธุ์หม่อนลงในถุงชำ โดยใช้ถุงเพาะชำสีดำขนาด     3 x 10 นิ้ว วัสดุเพาะชำ ใช้ดินดำ แกลบดินหรือแกลบเผา : ปุ๋ยคอก อัตราส่วน 3 : 1 คลุกเคล้าให้เข้ากันตักดินใส่ถุง    อัดให้แน่นแล้วปักท่อนพันธุ์หม่อนลึกประมาณ 3 ใน 4 ส่วน แล้วรดน้ำให้ชุ่มโดยดูแลไม่ให้ถุงเพาะชำขาดน้ำ  3) วิธีการตอนกิ่ง  ให้เลือกกิ่งที่มีความยาวมากกว่า 1.50 เมตร ริดใบ     ที่โคนกิ่งออกประมาณ 20 เซนติเมตร ควั่นกิ่งยาวประมาณ 1 นิ้ว แล้วใช้วิธีเหมือนตอนกิ่งทั่วไปซึ่งวิธีการนี้สามารถขยายพันธุ์หม่อนได้รวดเร็วและช่วยร่นระยะเวลาในการ  ปลูกหม่อนให้ได้ผลผลิตเร็วยิ่งขึ้น 4) วิธีการติดตาบนต้นตอ วิธีการนี้เป็นวิธีการที่จะสามารถขยายพันธุ์หม่อนรับประทานผลให้ได้ผลเร็วที่สุด สำหรับเกษตรที่ปลูกหม่อนพันธุ์อื่นไว้แล้ว สามารถตัดแต่งกิ่งต้นหม่อนเดิมให้เหลือกิ่ง  ไว้เพียง 1 กิ่ง สูงมากกว่า 1.50 เมตร ปักหลักไม้ไผ่ แล้วมัดกิ่งหม่อนติดกับไม้ไผ่ให้ตั้งตรง ทำการติดตาหม่อนโดยวิธีตัดแปะ  (Chip budding) ที่ระดับความสูง 1.50 เมตร ทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน แผลก็เริ่มสมานกัน       ตัดยอดให้สูงจากบริเวณรอยติดตาประมาณ 1 นิ้ว    ให้รอยเฉียงลาดลงไปทางด้านหลังของรอยตา ทิ้งไว้ประมาณ 10 วัน หม่อนผลสด ผลจะเริ่มผลิตาออก   ใต้แผ่นพลาสติกให้ใช้มีดคมๆ กรีดแผ่นพลาสติกออกตามแนวยาว หลังจากกรีดแผ่นพลาสติกประมาณ     2 สัปดาห์ ตรวจดูว่าตาที่ติดไว้รอดหรือไม่หากตายไปให้ติดตาซ้ำใกล้ๆ รอยเดิม ส่วนกิ่งที่ตารอดตายให้ริดตาหม่อนพันธุ์เดิมที่แตกออกจากต้นตอออกให้หมด ส่วนตาพันธุ์เมื่อสูงเกิน 6 นิ้ว ให้เด็ดยอดทิ้งก็จะแตกยอดใหม่ออกมา 2-3 ยอด เมื่อยอดใหญ่สูงเกิน 6 นิ้ว ให้เด็ดยอดออกอีกครั้ง เพื่อให้หม่อนพันธุ์ใหม่มีจำนวนกิ่งต่อพุ่มมากในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากที่หม่อนเริ่มแตกยอดออกมาประมาณ 10 กิ่ง ก็ปล่อยให้มีการเจริญเติบโตตามปกติ วิธีการนี้หากมีการติดตาในต้นฤดูสามารถเก็บเกี่ยวผลหม่อนได้ในปีที่มีการติดตา การดูแลรักษา หลังจากการปลูกหม่อนควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอพร้อมกำจัดวัชพืชและการใส่ปุ๋ย หลังจากปีที่ 2 เป็นต้นไปควรใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิตหม่อน ในอัตราแนะนำดังนี้ ครั้งที่ 1 ช่วงต้นฤดูฝน ใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 1,000 – 2,000 กิโลกรัม/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ ครั้งที่ 2 ช่วงก่อนทำการบังคับทรงพุ่ม ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่  ครั้งที่ 3 ช่วงที่  ผลหม่อนเริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูแดง ให้ใส่ปุ๋ยเคมี เพื่อเพิ่มความหวาน  สูตร 0-0-60 อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่
เนื่องจากหม่อนเป็นพืชยืนต้นมีอายุยาวนานและติดอกออกผลนานหลายสิบปี ดังนั้นก่อนการปลูกหม่อนขอแนะนำให้นำตัวอย่างดินในแปลงไปตรวจวิเคราะห์หาคุณสมบัติของดิน เพื่อจะได้ทราบว่าดินที่จะใช้ปลูกหม่อนขาดธาตุอาหารใดบ้าง ในปริมาณเท่าใดหรือมีธาตุอาหารอื่น เพียงพอแล้วหรือยัง จะได้ไม่ต้องใส่เพิ่มเกินความจำเป็นเพื่อเป็นการประหยัดและลดต้นทุนการผลิต  ก่อนการปลูกหม่อนให้ใส่ปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ตามความจำเป็น (ผลจากการวิเคราะห์ความต้องการปูนของดินรวมทั้งปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก)  การให้น้ำหม่อน  การเก็บหม่อนผลสด    มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้น้ำในระยะหม่อนติดผล หากต้นหม่อนขาดน้ำในระยะนี้จะทำให้ผลหม่อนฝ่อก่อนที่จะสุกหรือทำให้ผลหม่อนมีขนาดเล็กกว่าปกติ ส่วนการให้น้ำในระยะอื่นๆ ให้พิจารณาตามความเหมาะสม เมื่อฝน    ทิ้งช่วงอาจจะต้องให้น้ำเป็นบางครั้ง วิธีการให้น้ำมีหลายวิธี คือ 1) การให้น้ำแบบมินิสปริงเกอร์เป็นวิธีการให้น้ำแบบประหยัดทั้งแรงงานและน้ำ แต่ต้นทุนในการจัดระบบน้ำค่อนข้างสูงสามารถให้น้ำได้บ่อยตามความจำเป็น  2) การให้น้ำแบบรดโคนต้นโดยใช้เครื่องสูบน้ำสูบจากแหล่งน้ำเข้าสู่แปลงหม่อนโดยตรงรดน้ำตรงบริเวณโคนต้นให้ชุ่ม  การกำจัดวัชพืช นับเป็นปัญหาสำคัญอีกอย่าง      ในการปลูกหม่อนผลสดซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตหม่อนอาจเป็นแหล่งของการหลบซ่อนหรือแหล่งอาหารของแมลงศัตรูหม่อน  วิธีกำจัดวัชพืชในแปลงหม่อน 1) ใช้แรงงานคน จะไม่ส่ง   ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม โดยทำการดายหญ้ารอบบริเวณรอบโคนต้น รัศมี 1 เมตร ทุก 2 เดือน หรือเมื่อเห็นว่าวัชพืชเกิดขึ้นหนาแน่นพอสมควรแล้วควรดายหญ้าหรือหวดหญ้าทิ้งบริเวณทั้งหมดของแปลงอย่างน้อย ปีละ 2 ครั้ง ในครั้งแรกควรทำในช่วงฤดูฝน และครั้งที่ 2 ในช่วงหลังจากที่หมดฤดูฝนแล้ว 2) การใช้เครื่องทุ่นแรง สามารถใช้รถไถเดินตาม หรือรถแทรกเตอร์เข้าไป      ไถพรวนในช่องกลางของแถวต้นหม่อน วิธีการนี้จะช่วยประหยัดแรงงาน และช่วยทำให้สภาพของดินโปร่งและร่วนซุยมากขึ้น โดยให้ไถพรวนปีละ 3 ครั้ง คือ ต้นฤดูฝน กลางฤดูฝน และหลังจากฤดูฝน ส่วนบริเวณโคนต้นหม่อนต้องใช้วิธีการดายหญ้าด้วยแรงงานคน  3) การใช้สารเคมี เป็นวิธีการที่สะดวกรวดเร็ว และควบคุมวัชพืชได้เป็นระยะเวลานาน แต่เป็น วิธีการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ใช้มากที่สุด หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด  4) การใช้พืชที่มีสารป้องกันวัชพืชคลุมดินในแปลงหม่อน โดยใช้วัชพืชคือ สาบเสือหรือกระเพราป่า ตัดมาคลุมรอบโคนต้นหม่อนในอัตรา ไม่ต่ำกว่า 1.5 กิโลกรัม(สด) ต่อ 1 ตารางเมตร สามารถควบคุมวัชพืชในแปลงหม่อนได้นาน 60 วัน เมื่อพืชเหล่านี้สะลายตัวจะเป็นปุ๋ยบำรุงดินให้กับหม่อนต่อไป   5) การใช้เศษวัสดุต่างๆ ได้แก่ เปลือกถั่ว ฟางข้าว ชานอ้อย หรือวัสดุอื่นที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น แล้วนำมาคลุมดินบริเวณโคนต้นหม่อนให้ห่างจากต้นหม่อนในรัศมีรอบโคนต้น 1 เมตร จะช่วยควบคุมไม่ให้วัชพืชเกิดขึ้นบริเวณโคนต้นหม่อนได้ การตัดแต่งกิ่งและการดูแลรักษาทรงพุ่ม  ให้ตัดแต่งกิ่งแบบไม้ผล คือ ตัดเฉพาะกิ่งที่ไม่สมบูรณ์และเป็นโรคทิ้ง  ส่วนกิ่งที่เกิดขึ้นภายในบริเวณทรงพุ่มให้ตัดแต่งออกให้หมดเพื่อให้ทรงพุ่มเกิดความโปร่งทำให้ไม่เป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลง
แผนผังลําดับงาน: กระบวนการ: ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณประสิทธิ์ เพ็ชรสุข หน.งานหม่อนไหม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ  โทรศัพท์ 081 3764810                  ปัจจุบัน เกษตรกรนิยมปลูกหม่อนผลสดมากขึ้นและ          ได้มีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น น้ำหม่อนหรือมัลเบอร์รี่ที่อุดม       ไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์        ลดการตายของเซลล์ประสาทจากพิษสุราเรื้อรัง  บำรุงสายตาจากภาวะโรคเบาหวาน  นอกจากนี้ยังมีหม่อนอบแห้ง แยมลูกหม่อน และ        ไวน์ลูกหม่อน เป็นสินค้าที่จำหน่ายทั่วไปและเป็นที่นิยมของผู้บริโภค    มากขึ้น





4 stars เฉลี่ย : 4 จาก 1 ครั้ง.

อื่น ๆ5 อันดับล่าสุด

      ดินเปรี้ยวจัด... ทำได้เห็นผล 16/ต.ค./2562
      เขากวางอ่อน ผลิตผลสมุนไพรจากสัตว์ 25/มี.ค./2562
      กระจูด พืชท้องถิ่นสู่งานหัตถกรรมสร้างอาชีพ 14/ก.พ./2562
      “ดาหลา” พืชร่วมยางพาราเสริมรายได้ 22/ม.ค./2562
      ปลูกอ้อยคั้นน้ำในพื้นที่ดินเปรี้ยว...สู่การสร้างรายได้เสริมในครัวเรือน 13/ธ.ค./2561




ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ asenrui@hotmail.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป