[x] ปิดหน้าต่างนี้
สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต ๑๒




เมนูหลัก
บริการประชาชน
คู่มือสำหรับประชาชน

หน่วยงานภายในกรมฯ

ค้นหาภายในเว็บไซต์
ค้นหา
  
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

แบบสำรวจออนไลน์

   ความพึงพอใจการใช้บริการเว็บไซต์


  1. มากที่สุด
  2. มาก
  3. น้อย
  4. น้อยที่สุด



  

  หมวดหมู่ : อื่น ๆ
เรื่อง : ปลาน็อคน้ำ...ภัยร้ายจากฤดูฝน
โดย : admin
เข้าชม : 4211
ศุกร์ ที่ 30 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2561 ปักหมุดและแบ่งปัน
    

  ปลาน็อคน้ำ...ภัยร้ายจากฤดูฝน
โดย นางสุขาวดี จารุรัชต์ธำรง
หัวหน้างานประมง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ
 
     เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีฝนตกตลอดทั้งเดือน ส่งผลกระทบมากมายแก่สิ่งมีชีวิต เช่น อันตรายจากสัตว์    มีพิษ ภัยจากอุบัติเหตุทางถนน โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เป็นต้น นอกจากนี้ฤดูฝนยังส่งผลกระทบแก่เกษตรกรในด้านต่างๆ โดยเฉพาะ กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา มักประสบปัญหาโดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ      ความเป็นกรด-ด่างและความขุ่นของน้ำอย่างรวดเร็วหลัง    ฝนตก ส่งผลให้ลูกปลาหรือปลาที่ปล่อยใหม่ ตลอดจนปลาที่เลี้ยงกันแบบหนาแน่นตาย เนื่องจากปลาปรับตัวไม่ทัน            ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาเกิดความเสียหายและขาดรายได้ในช่วงนั้น
       ปลาน็อคน้ำ เป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในฤดูฝน ซึ่งปลาน็อคน้ำ (Fish kill) คือการขาดออกซิเจนของปลาในน้ำอย่างรุนแรง จนทำให้ปลาตายได้คราวละมากๆ ในระยะเวลาสั้น           ซึ่งความสูญเสียอาจจะสูงถึง 100% ภายในเวลา 24 ชั่วโมง อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในปลาที่เลี้ยงในบ่อดิน และกระชังในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งในบ่อเลี้ยงมักเกิดขึ้นในช่วงหลังฝนตก หรือฟ้าครึ้มติดต่อกันหลายๆวัน ขณะที่ปลาที่เลี้ยงในกระชังมักเกิดขึ้นในช่วงที่มีน้ำหลากหรือสีน้ำขุ่น    ที่มีการเปื้อนของสารอินทรีย์ปริมาณสูงไหลเข้ามาในแหล่งเลี้ยง
สาเหตุที่ทำให้เกิดปลาน็อคน้ำ  มีดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโดยฉับพลัน เมื่อเกิดฝนตกลงมาทำให้น้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว ทำให้ปลาที่เลี้ยงอย่างหนาแน่นปรับตัวไม่ทัน และอีกกรณีคือ ปรากฏการณ์แทนที่ของน้ำชั้นล่างโดยน้ำชั้นบน ซึ่งจะเป็นการพาตะกอนและสารพิษจากการหมักต่างๆ ขึ้นสู่ผิวน้ำ จะทำให้เกิดการตายของปลาเป็นจำนวนมาก       ในระยะสั้น
2. การขาดอากาศ มักเกิดร่วมกับภาวะเกิดสารพิษเพราะการเน่าของสิ่งมีชีวิต การหมักของตะกอน ซึ่งเกิดจากการขุ่นของแหล่งน้ำทำให้การสังเคราะห์แสงของพืชน้ำน้อยลง หรือเกิดจากฝนตกหนักมีการชะล้างของเสียจากผิวดินลงสู่แม่น้ำก็จะทำให้เกิดการใช้ออกซิเจนจำนวนมากของของเสียเหล่านั้น            
3. การให้อาหารปริมาณมาก ซึ่งเกิดจากการหมักหมมของเศษอาหาร และขี้ปลาที่เลี้ยงในบ่อมีจำนวนมาก ประกอบกับบ่อที่เลี้ยงไม่เคยมีการตากบ่อในแต่ละปี ทำให้เกิดแอมโมเนีย ไนไตรท์ และไฮโดรเจนซัลไฟท์ สะสมเป็นจำนวนมาก ข้อสังเกตคือน้ำในบ่อจะมีสีเขียวจัดหรือสีน้ำตาล ดินก้นบ่อจะมีลักษณะเป็นขี้เลนเหลว มีกลิ่นเหม็น        หากแก้ไขไม่ทันปลาที่เลี้ยงจะตายเพราะสารพิษดังกล่าวได้
 
4. อากาศปิด มืดครึ้ม ซึ่งจะทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง บ่อปลาที่มีการปล่อยอย่างหนาแน่น เช่น ปล่อยปลานิลเกิน 5,000 ตัว/ไร่ ปลาจะเริ่มตาย สังเกตจากปลาที่เลี้ยงจะเริ่มลอยหัวมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำบริเวณกลางบ่อก่อน  นั่นแสดงว่าปลาเริ่มขาดออกซิเจน ต่อมาหากไม่แก้ไข ปลาที่เลี้ยงจะลอยหัวมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำทั่วทั้งบ่อ แสดงว่าปลาในบ่อขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง  หากไม่แก้ไขปลาจะเริ่มตายจำนวนมาก
 
แนวทางการป้องกัน และแก้ไขปัญหาปลาน็อคน้ำ
จากปัญหาดังกล่าว ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จึงได้ตระหนักถึงปัญหาและเป็นห่วงถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา     นางสุขาวดี จารุรัชต์ธำรง หัวหน้างานประมง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จึงเตือนไปถึงเกษตรกรที่เลี้ยงปลา          ในหน้าฝนถึงความเสี่ยงของปลาน็อคน้ำ ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรเกิดความเสียหายและขาดรายได้จากการเลี้ยงปลา         โดยแนะนำแนวทางการป้องกัน และแก้ไขปัญหาดังนี้        
1. แก้ไขปลาน็อคน้ำที่เกิดจากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน               ด้วยการทำให้น้ำในบ่อมีการหมุนเวียนหรือเคลื่อนไหว โดยใช้เครื่องสูบน้ำ สูบน้ำ     ในบ่อแล้วพ่นน้ำขึ้นบนอากาศให้น้ำตกลงในบ่อเหมือนเดิม หรือใช้เครื่องตีน้ำเพื่อให้น้ำในบ่อมีการหมุนเวียน
2. แก้ไขสิ่งหมักหมมที่ค้างอยู่ในบ่อที่ทำให้น้ำมีสีเขียวจัด ซึ่งจะทำให้ปลาทยอยตายจากสารพิษ  ด้วยวิธีการดังนี้
                 1) ถ่ายเทน้ำเก่าในบ่อออก แล้วใส่น้ำใหม่เข้าไปแทนในปริมาณ     เท่าเดิม และเมื่อเลี้ยงปลาครบรอบปีให้ทำการตากบ่ออย่างน้อย 3 – 5 วัน
                 2) ใส่จุลินทรีย์ลงในบ่อ เพื่อให้น้ำมีสภาพดีขึ้น เช่น ปุ๋ยน้ำชีวภาพ พด.6 หรือ EM
                 3) ใส่ปูนขาวในอัตรา 5-10 กก./ไร่/ครั้ง ห่างกันอาทิตย์ละครั้ง              ใส่รวมกันไม่เกิน 6 กก./ไร่ โดยละลายปูนขาวในน้ำแล้วสาดเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำ        ปูนขาวลงในบ่อ
                 4) ใส่เกลือแกงในอัตรา 160 กก./ไร่ (ไม่ควรใส่เกลือแกงพร้อมกับปูนขาว เพราะจะเกิดการยับยั้งฤทธิ์ซึ่งกันและกัน) และควรใส่โดยการหว่านเป็นเม็ด                                                 
3. แก้ไขช่วงอากาศปิด มืดครึ้ม ซึ่งจะทำให้ปลาขาดออกซิเจน และตายได้ ด้วยวิธีการดังนี้
                 1) ถ่ายเทน้ำในบ่อออกแล้วเติมน้ำใหม่เข้าในบ่อแทน กรณีเปลี่ยนถ่ายน้ำไม่ได้ให้ใส่เกลือแกงในปริมาณ 3-5% ของปริมาณน้ำในบ่อ
                 2) งดการให้อาหารปลาในบ่อประมาณ 1-2 วัน
                 3) ลดปริมาณความหนาแน่นของปลาในบ่อเลี้ยง
                 4)  เพิ่มออกซิเจนในน้ำโดยใช้เครื่องตีน้ำ หรือเครื่องสูบน้ำพ่นสู่บรรยากาศ
4. แก้ไขกรณีมีสารเคมีเข้าในบ่อ ซึ่งจะทำให้ปลาตายเนื่องจากสารเคมี ด้วยวิธีการดังนี้
                 1) หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของสัตว์น้ำที่อยู่ในบ่อ หากเห็นว่าปลาในบ่อเริ่มลอยหัวขึ้นเกยตลิ่ง หรือคลานขึ้นริมฝั่งตามริมขอบบ่อตายเป็นจำนวนมาก แสดงว่าบ่อเลี้ยงปลามีสารเคมีอันตรายปะปน ควรเร่งระบายน้ำเก่าออกแล้วนำน้ำใหม่เข้าบ่อแทน  
                 2) กรณีแก้ไขไม่ทันทำให้ปลาตายหมดบ่อ ควรทำลายโดยการฝัง หรือเผา ไม่ควรนำปลามารับประทาน เพราะที่ตัวปลายังมีสารเคมีเจือปนอยู่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคได้
                 3) บ่อเลี้ยงปลาที่มีปลาตายจากสาเหตุสารเคมีเจือปน ควรมีการระบายน้ำเก่าทิ้งทั้งหมดแล้วสูบน้ำใหม่เข้าไปเพื่อเลี้ยงรุ่นต่อไปใหม่ ซึ่งการจะปล่อยน้ำเสียออกจากบ่อควรมีการบำบัดเสียก่อน โดยการทำลายพิษของสารเคมี หรือในกรณีที่เป็นน้ำมัน ควรช้อนขึ้นจากบ่อและผิวน้ำให้หมดก่อนเพื่อป้องก้นการปล่อยสารพิษลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาไม่เกิดความเสียหาย ห่างไกลจากปัญหาปลาน็อคน้ำ และเลี้ยงปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรควรเตรียมความพร้อมและรับมือด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยใดๆ สามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ งานประมง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ                โทรศัพท์ 073-631033 , 073-631038

 
 





4 stars เฉลี่ย : 4 จาก 1 ครั้ง.

อื่น ๆ5 อันดับล่าสุด

      ดินเปรี้ยวจัด... ทำได้เห็นผล 16/ต.ค./2562
      เขากวางอ่อน ผลิตผลสมุนไพรจากสัตว์ 25/มี.ค./2562
      กระจูด พืชท้องถิ่นสู่งานหัตถกรรมสร้างอาชีพ 14/ก.พ./2562
      “ดาหลา” พืชร่วมยางพาราเสริมรายได้ 22/ม.ค./2562
      ปลูกอ้อยคั้นน้ำในพื้นที่ดินเปรี้ยว...สู่การสร้างรายได้เสริมในครัวเรือน 13/ธ.ค./2561