[x] ปิดหน้าต่างนี้
สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต ๑๒




เมนูหลัก
บริการประชาชน
คู่มือสำหรับประชาชน

หน่วยงานภายในกรมฯ

ค้นหาภายในเว็บไซต์
ค้นหา
  
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

แบบสำรวจออนไลน์

   ความพึงพอใจการใช้บริการเว็บไซต์


  1. มากที่สุด
  2. มาก
  3. น้อย
  4. น้อยที่สุด



  

  หมวดหมู่ : อื่น ๆ
เรื่อง : ปลูกอ้อยคั้นน้ำในพื้นที่ดินเปรี้ยว...สู่การสร้างรายได้เสริมในครัวเรือน
โดย : admin
เข้าชม : 2974
พฤหัสบดี ที่ 13 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2561 ปักหมุดและแบ่งปัน
    

ปลูกอ้อยคั้นน้ำในพื้นที่ดินเปรี้ยว...สู่การสร้างรายได้เสริมในครัวเรือน

                                                               โดย นางสายหยุด เพ็ชรสุข
                                                                        ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ

 

อ้อย (Sugarcane-Saccharumofficinarum L.) เป็นพืชตระกูลหญ้าและเป็นพืชอาหารที่มีความสำคัญอันดับ 4 ของโลกรองจากข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าว ตามลำดับ อ้อยเป็นพืชที่ปลูกง่ายและชอบอากาศร้อนชื้น ดังนั้นประเทศที่ปลูกอ้อยซึ่งมีประมาณ 70 ประเทศจึงอยู่ในแถบร้อนชื้น รวมทั้งประเทศไทยด้วยพันธุ์อ้อยที่ปลูกกันในประเทศไทยมี ชนิด คือ อ้อยโรงงานและอ้อยเคี้ยวหรืออ้อยคั้นน้ำ

อ้อยโรงงาน เป็นอ้อยลูกผสมที่เกิดขึ้นโดยนักผสมพันธุ์อ้อยของประเทศต่างๆ ทั่วโลก สำหรับประเทศไทยได้มีการนำพันธุ์อ้อยลูกผสมเข้ามาจากต่างประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรวมมากกว่า 220 พันธุ์ และมีเพียง 20 พันธุ์ ที่ปลูกเป็นการค้าอยู่ในภาคต่างๆ เช่น บี 4098, ซีบี 38-22, ซีโอ 419, ซีโอ 421, เอฟ 108, เอฟ 134 , เอฟ 137 และเอฟ 138 เป็นต้น

อ้อยเคี้ยวหรืออ้อยคั้นน้ำ เป็นอ้อยที่นิยมนำมาคั้นน้ำ
มีลักษณะเปลือกและเนื้อนิ่ม เคี้ยวง่าย ให้ปริมาณน้ำอ้อยสดสูง รสชาติหอมหวาน อร่อย พันธุ์อ้อยคั้นน้ำที่นิยมปลูก เช่น อ้อยพันธุ์สิงคโปร์
พันธุ์เมอริชาร์ต พันธุ์สุพรรณบุรี
50 และพันธุ์สุพรรณบุรี 72 เป็นต้น ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเกษตรกรนิยมปลูกอ้อยคั้นน้ำ เนื่องจากเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงมาก และมีตลาดการบริโภคน้ำอ้อยสดรองรับโดยเฉพาะในช่วงเดือนถือศีลอดของชาวไทยมุสลิม

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้มีการนำอ้อยคั้นน้ำพันธุ์สิงคโปร์ พันธุ์สุพรรณบุรี 50 และพันธุ์สุพรรณบุรี 72 มาทดสอบภายในพื้นที่แปลงทดลองภายในศูนย์ฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด พบว่า สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดี น้ำอ้อยสดที่ได้มีความหวานใกล้เคียงกับที่ปลูกในพื้นที่อื่นๆ จึงได้นำอ้อยคั้นน้ำ  ทั้ง 3 พันธุ์มาจัดทำเป็นแปลงสาธิตขึ้น เพื่อเป็นจุดเรียนรู้ดูงานสำหรับเกษตรกรที่สนใจ พร้อมทั้งได้สนับสนุนพันธุ์และส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปลูกในพื้นที่ของตนเอง เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับครัวเรือนต่อไป 

 

พันธุ์สิงคโปร์ เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่เกษตรกรอำเภอบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยานิยมปลูกในอดีต ลักษณะใบมีสีเขียวอ่อน ลำต้นมีขนาดใหญ่
สีเหลืองเข้ม ปล้องสั้นเป็นรูปข้าวต้มมัดหรือป่องกลาง มีการแตกกอ 3-4 ลำต่อกอ
ให้ผลผลิตน้ำอ้อยสด 2
,100-2,800 ลิตรต่อไร่ มีความหวานประมาณ 13 องศาบริกซ์

ข้อดี เป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากเปลือกนิ่มสามารถใช้เครื่องคั้นน้ำได้โดยไม่ต้องปอกเปลือก น้ำอ้อยสดมีสีเหลืองนวลน่ารับประทาน

ข้อด้อย ไว้ตอไม่ได้ต้องปลูกใหม่ทุกครั้ง มีความอ่อนแอต่อโรคลำต้นเน่าแดง

พันธุ์สุพรรณบุรี 50 เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการคัดเลือกพันธุ์ในโครงการวิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี เมื่อปี 2533 ได้มาจากการผสมเปิดของอ้อยพันธุ์ SP074 แบบ Polycross ลักษณะใบมีสีเขียวเข้ม ลำต้นมีขนาดใหญ่สีเขียวอมเหลือง ปล้องยาวเป็นรูปทรงกระบอก

ข้อดี มีการแตกกอสูงถึง 5-6 ลำต่อกอ ไว้ตอได้ 2-3 ครั้ง มีความต้านทานต่อโรคลำต้นเน่าแดง ให้ผลผลิตน้ำอ้อยสดสูงถึง 4,600-5,200 ลิตรต่อไร่ และ
มีความหวานสูงถึง 15 องศาบริกซ์

ข้อด้อย มีเปลือกแข็ง ต้องปอกเปลือกก่อนนำไปเข้าเครื่องคั้นทำให้พ่อค้าต้องเสียเวลาในการปอกเปลือก และน้ำอ้อยสดมีสีเขียวเข้มไม่ค่อยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

พันธุ์สุพรรณบุรี 72  เป็นพันธุ์ที่คัดได้จากการผสมเปิดของอ้อย พันธุ์เมอริชาร์ต ลักษณะใบมีขนาดปานกลาง ปลายใบโค้ง ลำต้นมีสีเขียวอมเหลือง ปล้องมีรูปร่างทรงกระบอกค่อนข้างยาวมีร่องเหนือตา

ข้อดี มีการแตกกอสูงถึง 6-7 ลำต่อกอ สามารถไว้ตอได้ 2-3 ครั้ง มีความต้านทานต่อโรคลำต้นเน่าแดง เปลือกนิ่มสามารถเข้าเครื่องคั้นโดยไม่ต้องปอกเปลือก ให้ผลผลิตน้ำอ้อยสดสูงถึง 4,600-5,200 ลิตรต่อไร่ และมีความหวานสูงถึง 19 องศาบริกซ์

ข้อเสีย น้ำอ้อยสดมีสีเหลืองอมเขียวเข้ม

การปลูกอ้อยในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด

การปรับสภาพพื้นที่ ดินเปรี้ยวจัดเป็นดินที่มีสภาพเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมขัง จำเป็นต้องมีการขุดคูยกร่องเพื่อระบายน้ำออก จากนั้นจึงไถพรวนดินและตากดินทิ้งไว้นาน 3-5 วัน

 

 

 

 

การปรับปรุงดิน ในการปลูกอ้อยในดินเปรี้ยวจัดจำเป็นต้องมีการปรับสภาพดินให้มีค่าความเป็นกรด-ด่างที่เหมาะสมในการปลูกพืช โดยการใส่หินปูนฝุ่นในอัตรา 2 ตันต่อไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากับดินและทิ้งไว้ 15 วัน ก่อนปลูก และเนื่องจากดินเปรี้ยวจัดเป็นดินเหนียวที่มีการระบายน้ำเลว จึงจำเป็นต้องมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยหมัก ในอัตรา 5 ตันต่อไร่ เพื่อปรับปรุงดินให้ร่วนซุยก่อนทำการปลูกอ้อย

วิธีการปลูก การปลูกอ้อยคั้นน้ำที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก สามารถเริ่มปลูกได้ตั้งแต่ช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ส่วนการปลูกในระบบร่องสวนที่มีการชลประทาน สามารถปลูกในช่วงเวลาใดก็ได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้

1) การเตรียมท่อนพันธุ์ ใช้ท่อนพันธุ์ที่มีอายุระหว่าง 6-8 เดือน ให้แต่ละท่อนพันธุ์มีตาอยู่ 2-3 ตา

2) ระยะปลูกระหว่างร่องประมาณ 0.75-1.00 เมตร และระยะห่างระหว่างท่อนพันธุ์ 0.50 เมตร โดยแนวของอ้อยนั้นจะขวางความยาวของร่องหรือวางตามความยาวของร่องก็ได้

3) วางท่อนพันธุ์ในร่องปลูกให้ตาของอ้อยอยู่ด้านข้างของท่อนพันธุ์ เอียง 45 องศา และวางท่อนพันธุ์ตามระยะปลูกที่กำหนด แล้วกลบดินหนาประมาณ 3-5 เซนติเมตร

การดูแลรักษา

1) การให้น้ำ จำเป็นต้องมีการให้น้ำตามความต้องการของอ้อย โดยแบ่งการให้น้ำเป็น 3 ระยะคือ (1) ระยะอ้อยเริ่มงอกจนเริ่มมีใบจริง (อายุ 4-6 สัปดาห์หลังปลูก) (2) ระยะที่รากรุ่นสองงอกจนอ้อยเริ่มแตกกอ (อายุ 2-4 เดือนหลังปลูก) ซึ่งเป็นระยะที่อ้อยเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงควรมีการให้น้ำมากขึ้นทุก 1-2 สัปดาห์ และ (3) ระยะอ้อยเริ่มแก่ ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 1 เดือน ควรหยุดการให้น้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำตาลใน ลำต้นอ้อย

2) การใส่ปุ๋ย โดยทั่วไปจะแบ่งการใส่ปุ๋ยเป็น 2 ครั้งคือ ครั้งแรกเมื่ออ้อยอายุ 1 เดือน ใส่ปุ๋ย  16-8-8 อัตรา 35 กิโลกรัมต่อไร่ และครั้งที่ 2 เมื่ออ้อยอายุ 3 เดือน ใส่ปุ๋ย 16-8-8  อัตรา 40 กิโลกรัมต่อไร่

                   3) การกำจัดวัชพืช การกำจัดวัชพืชที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยหลายๆวิธีปฏิบัติร่วมกัน ดังนี้
(1) การเตรียมดินก่อนปลูก เริ่มจากการไถและเตรียมแปลงโดยการตากดิน 7-15 วัน ช่วยให้เศษรากเหง้าวัชพืชถูกแดดเผาทำลาย (
2) การไถพรวน ทำให้รากวัชพืชหลุดจากดินและแห้งตาย (3) การดายวัชพืชด้วยแรงงานคน เหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกน้อยๆ เงินทุนน้อย (4) การคลุมดินด้วยใบและยอดอ้อยภายหลังการเก็บเกี่ยว (5) การใช้สารกำจัดวัชพืช ตัวอย่างสารกำจัดวัชพืชที่นิยมใช้ในไร่อ้อยคั้นน้ำ เช่น ไดยูรอน เมทริบูซีน อ็อกซี่ฟลูออร์เฟน อะทราซีน และไกลโฟเสท

การเก็บเกี่ยว อายุที่เหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยวอ้อยคั้นน้ำ คือ ช่วงอายุ 8-10 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำอ้อย มีความหวานพอเหมาะต่อการบริโภคและเป็นที่ต้องการของตลาด

ผลตอบแทน

จากการรวบรวมข้อมูลผลตอบแทนของเกษตรกรที่ได้เข้ามาศึกษาดูงาน ขอคำแนะนำ และขอรับ    ท่อนพันธุ์อ้อยจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เพื่อนำไปปลูกทั้งที่จำหน่ายแบบอ้อยลำและแปรรูปเป็นน้ำอ้อยสด พบว่า การปลูกอ้อยพันธุ์อ้อยคั้นน้ำแต่ละพันธุ์มีต้นทุนการปลูกที่ใกล้เคียงกันโดยประมาณ 9,400 บาทต่อไร่ต้นทุนการผลิตน้ำอ้อยโดยประมาณ 13,000 บาท แต่ผลตอบแทนที่ได้รับมีความความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับผลผลิตที่ได้รับจากแต่ละสายพันธุ์ ดังนี้

ผลตอบแทนจากการปลูกอ้อยพันธุ์สิงคโปร์ พบว่า ได้ผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 1,900 กิโลกรัมต่อไร่  ถ้าจำหน่ายแบบอ้อยลำ กิโลกรัมละ 7 บาท มีรายได้รวม 13,300 บาทต่อไร่ ได้กำไรสุทธิ 3,900 บาทต่อไร่  หากแปรรูปเป็นน้ำอ้อยสดได้ผลผลิตน้ำอ้อยสด 2,100-2,800 ลิตรต่อไร่ จำหน่ายในราคาลิตรละ 30 บาท มีรายได้จากการขายน้ำอ้อย 63,000-84,000 บาทต่อไร่ ได้กำไรสุทธิ 40,600-61,600 บาท

ผลตอบแทนจากการปลูกอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 และอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 72 พบว่าได้ผลผลิตในอัตราที่ใกล้เคียงกันโดยเฉลี่ยประมาณ 3,300 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าจำหน่ายแบบอ้อยลำ กิโลกรัมละ 7 บาท มีรายได้รวม 23,100 บาทต่อไร่ ได้กำไรสุทธิ 13,700 บาทต่อไร่ หากแปรรูปเป็นน้ำอ้อยสดได้ผลผลิตน้ำอ้อยสด 4,600-5,200 ลิตรต่อไร่ จำหน่ายในราคาลิตรละ 30 บาท มีรายได้จากการขายน้ำอ้อย 138,000-156,000 บาทต่อไร่ ได้กำไรสุทธิ 115,600-133,600 บาท จากผลตอบแทนที่ได้รับส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายอ้อยคั้นน้ำ มีอาชีพ ลดอัตราการว่างงาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับเกษตรกรที่มีสภาพพื้นที่เป็นดินเปรี้ยวจัดและสนใจปลูกอ้อยคั้นน้ำเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ งานวิชาการและประสานงาน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ โทรศัพท์ 073-631033 , 073-631038

 






5 stars เฉลี่ย : 5 จาก 1 ครั้ง.

อื่น ๆ5 อันดับล่าสุด

      ดินเปรี้ยวจัด... ทำได้เห็นผล 16/ต.ค./2562
      เขากวางอ่อน ผลิตผลสมุนไพรจากสัตว์ 25/มี.ค./2562
      กระจูด พืชท้องถิ่นสู่งานหัตถกรรมสร้างอาชีพ 14/ก.พ./2562
      “ดาหลา” พืชร่วมยางพาราเสริมรายได้ 22/ม.ค./2562
      ปลูกอ้อยคั้นน้ำในพื้นที่ดินเปรี้ยว...สู่การสร้างรายได้เสริมในครัวเรือน 13/ธ.ค./2561